ภูมิปัญญาชาวบ้าน

Posted: กันยายน 20, 2010 in Uncategorized
**การกำจัดแมลงสาบ**
ในบ้านที่มักจะอยู่ตามครัว ตู้ โต๊ะ หรือตามซอกตามมุมต่างๆ
เขาบอกว่า วิธีที่ได้ผลและง่ายแสนง่าย
แต่คนมักไม่ทราบหรือคิดไม่ถึง
นั่นก็คือใช้ ” พริกไทยเม็ด ” ไปวางตามจุดต่างๆ
ที่แมลงสาบชอบออกมาไต่ยั้วเยี้ย
หรือแอบมากินเศษอาหาร โดยวางไว้ที่ละ 4-5 เม็ดก็พอ

แค่นี้ แมลงสาบได้กลิ่นก็ไม่มารบกวนแล้ว เพราะมันไม่ถูกกับกลิ่นพริกไทยเม็ด
ไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลงให้เสียเงิน หรือเป็นอันตรายต่อคนในบ้าน
พอกลิ่นหมด ก็คอยเปลี่ยนใหม่

ข้อสำคัญ ระวังเด็กเล็กในบ้านอย่าคลานไปกินเข้า จะร้องไห้จ้าเพราะความเผ็ด

**กำจัดยุงและแมลงตัวเล็กๆ**

ไม่ให้มารบกวนตอนอ่านหนังสือหรือทำงานตอนกลางคืน

เขาให้ใช้ “การบูร “มาห่อผ้าขาว หรือไปซื้ออย่างที่เขาห่อสำเร็จมาแล้วก็ได้
จากนั้น นำมาแขวนไว้ใกล้ๆกับหลอดไฟ หรือโคมไฟ

เพื่อความร้อนจากหลอดหรือโคม  จะทำให้กลิ่นการบูรค่อยๆระเหิดออกมาอย่างรวยริน
ยิ่งกลิ่นออกมามากเท่าใด ยุงและแมลงก็จะบินหนี เพราะมันไม่ชอบกลิ่นการบูร
แค่นี้ก็ไม่ต้องจุดยากันยุงหรือทายากันยุงให้เหนอะหนะเหนียวตัว


**ขับไล่หนูชุกชุม**

โดยไม่ต้องฆ่าให้บาปกรรม ด้วยการนำ

น้ำมันระกำ 10 ส่วนผสมกับน้ำมันสะระแหน่อีก 90 ส่วนให้เข้ากัน
แล้วเอาไปทาตามทางเดินของหนู หรือที่ๆหนูชอบมา

มันจะไม่มาอีกเลย เมื่อได้กลิ่นน้ำมันทั้งสองอย่างนี้
แต่ทางที่ดีควรจะเก็บเศษอาหารให้หมด และทำบ้านเรือนให้สะอาด อย่ารกรุงรังเป็นดีที่สุด


**วิธีต้มไข่ให้ปอกเปลือกง่าย**

การต้มไข่นั้น ดูเป็นเรื่องไม่ยาก
แต่เชื่อไหมว่า หากจะต้มไข่ให้ปอกเปลือกง่ายๆ หลายคนกลับทำไม่ได้
แถมปอกแล้ว  เนื้อไข่ติดเปลือกทำให้ไม่สวยงามอีก

ดังนั้น วิธีง่ายๆที่จะต้มไข่ให้ปอกเปลือกได้ง่าย
เขามีเทคนิคพิเศษด้วยการ ต้มไข่แบบธรรมดานี่แหละ

แต่ให้เอา ” เกลือ ” ใส่เข้าไปพอสมควร ให้น้ำที่ต้มมีความเค็มเล็กน้อย
กะว่าไข่สุกดีแล้ว ก็ให้เอาไข่นั้นแช่ในน้ำเย็นธรรมดา
พอไข่ต้มเย็นลงพอควร ก็จับปอกเปลือกได้
จะรู้สึกเลยว่า  เปลือกไข่แกะออกง่าย และล่อนดีไม่ติดเหมือนปกติ
ทำให้ปอกไข่ต้มออกมาได้อย่างสวยงาม น่ากิน


**ต้มถั่วดำถั่วแดงให้สุกเร็ว**

การต้มถั่วดูเหมือนจะง่ายคล้ายๆกับต้มไข่

แต่จริงๆแล้ว ใครที่เคยต้มทั้งถั่วดำ ถั่วแดง
จะรู้ดีว่า กว่าจะต้มสุกได้ต้องใช้เวลานานมาก
จนหลายคนเอือม ไม่คิดอยากกินถั่วอีกเลย หรือไม่ก็ไปซื้อเขาสบายกว่า
บางคนก็ใช้วิธีแช่น้ำคืนหนึ่งก่อนนำมาต้ม
แต่เขาบอกว่า  วิธีที่เร็วและสะดวกกว่าคือ
ก่อนนำถั่วไปต้ม ให้เอาไป ” คั่ว ” ในกะทะให้สุกเสียก่อน
เป็นการทำให้สุกครั้งแรกที่ใช้เวลาไม่นาน

จากนั้น จึงเอาหม้อใส่น้ำ แล้วใส่ถั่วลงไป
โดยกะน้ำให้พอดีกับถั่วที่จะต้ม แล้วตั้งไฟต้ม
คราวนี้แหละถั่วที่ต้ม ก็จะสุกเร็วขึ้น
เมื่อถั่วสุกก็ใส่น้ำตาลลงไป กะให้หวานพอเหมาะหรือตามแต่ชอบ


**วิธีเก็บขนมปังให้นานวันขึ้น**

โดยมิให้เสีย หรือหมดอายุเร็วเขาบอกว่าไม่ใช่เรื่องยาก
ขนมปังที่ซื้อมาแล้ว และเรากินไม่หมด

ก็ให้ห่อเก็บในพลาสติกเหมือนเดิมนั่นแหละ
เพียงแต่ให้เอาผ้าขาวสะอาดๆมาห่อหุ้มเอาไว้อีกชั้นหนึ่ง
จากนั้นให้ผูกด้วยเชือกหรือใช้ยางรัดให้แน่น
แล้วไปเก็บไว้ในตู้เย็นตามปกติธรรมดา ไม่ต้องไปเข้าช่องแข็ง
ทำแบบนี้ขนมปังที่ว่า ก็จะมีอายุนานขึ้นโดยไม่เสื่อมสภาพ
เมื่อเอาไปย่าง ปิ้ง ทาเนยแยม ก็ยังจะอร่อย และคงความนุ่มไว้เหมือนเดิม


**วิธีหาเสี้ยน หรือหนามที่ตำ ให้เห็นง่ายๆ**

เมื่อเราถูกเสี้ยนหรือหนามตำไม่ว่าที่ไหนก็ตาม
บางทีเสี้ยนมีขนาดเล็กและกลมกลืนไปกับสีผิว
ทำให้มองไม่เห็นแต่หากไม่เอาออกก็จะระคายเคือง เจ็บปวดไม่หาย
เขาบอกว่าวิธีการหาง่ายๆ
คือให้ใช้” ทิงเจอร์ไอโอดีน ” แตะบริเวณที่ถูกเสี้ยนหรือหนามตำ
สีของทิงเจอร์ฯ จะทำให้เห็นรอยเสี้ยนที่หักคาอยู่อย่างเด่นชัด
ทำให้เราจัดการเอาออกได้โดยง่าย อีกทั้งทิงเจอร์ฯ
ยังช่วยรักษาแผลสดได้ดีอีกด้วย


*วิธีบำรุงสายตาด้วยสมุนไพรราคาถูก**

นั่นคือ ” ผักบุ้ง “ที่เราส่วนใหญ่รู้ๆ กันอยู่แล้วนี่เอง
นอกจากจะกินผักบุ้ง เพื่อให้ได้วิตามินเอ ที่มีมากมายในตัวผักมาบำรุงสายตาแล้ว

คนไม่น้อยคงไม่รู้ว่า เราสามารถเอาผักบุ้งไทยมาล้างให้สะอาด แล้วปั่นให้ละเอียด
จากนั้น เอาผ้าขาวบางไปต้มฆ่าเชื้อเสียก่อน แล้วผึ่งให้หมาด
นำมาปิดไว้ที่หน้า  แล้วให้ผักบุ้งไทยปั่นที่ว่ามาโปะบนผ้าขาวบางบริเวณดวงตาทั้งสองข้าง 

ปล่อยไว้นานพอควร  จนรู้สึกว่า มีน้ำจากผักซึมเข้ามาที่ดวงตาที่หลับอยู่ ก็เอาออก
แล้วหลับตาล้างเปลือกตาให้สะอาด เขาว่าให้ทำเช่นนี้สัปดาห์ละครั้ง
จะช่วยสุขภาพของดวงตาให้ดีขึ้น ทำให้สายตาแจ่มใสอยู่เสมอ


**วิธีแก้กลิ่นเต่าแรง**

นอกเหนือไปจาก “สารส้ม”
ที่เขาแนะให้นำมาถูรักแร้ตอนอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ แล้ว
ก็ยังมีอีกสูตรในการแก้กลิ่นเต่าแรงคือ ” ใบตำลึง ” กับ ” ปูนแดง ”

โดยให้ตำใบตำลึงให้เละที่สุด แล้วนำมาผสมกับปูนแดงสักก้อนเล็กๆ ผสมให้ทั่วกันดีแล้ว
ก็นำมาทาที่รักแร้เพียงบางๆ แล้วปล่อยให้แห้งไปเอง
ควรทำตอนอาบน้ำก่อนไปทำงานตอนเช้า จะได้ทำงานได้ตลอดวัน
โดยไม่มีกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ ออกมารบกวนใครต่อใคร

บางคนอาจคิดว่า ยุ่งยาก ลำบาก หาซื้อพวกโรลออนทาง่ายกว่า
แต่แนะไว้เผื่อวิธีอื่นไม่ได้ผล ก็ลองดูวิธีนี้ดูบ้าง

**ว่ายน้ำแล้ว**

มิให้เกิดเป็นตะคริวขึ้นมา

ตะคริว หมายถึง อาการที่กล้ามเนื้อกระตุกเกร็ง ชาไปหมด
ความรู้สึกเสียไป  ถ้าเป็นบนบก ปล่อยให้อยู่นิ่งๆ ก็จะหายไปเอง
แต่ถ้าอยู่ในน้ำหรือกำลังว่ายน้ำอยู่จะอันตรายมาก เพราะทำให้จมน้ำตายได้
วิธีแก้ไขหรือป้องกันมิให้เกิดเป็นตะคริวขณะว่ายน้ำ หรือเล่นน้ำอยู่นั้น
เขาให้ดื่มน้ำเกลือ เสียก่อนลงไปว่าย

เกลือที่ใช้ก็คือ เกลือแกงในครัวนั่นแหละ โดยเอาไปละลายน้ำให้มีรสเค็มพอประมาณ
ดื่มเสียให้เรียบร้อยก่อนลงไปดำผุดดำว่ายในน้ำ ทีนี้รับรองไม่เป็นตะคริวแน่นอน


**เป็นบิด** 

โรคบิดเป็นโรคทางเดินทางอาหาร เวลาถ่ายจะปวดมวนท้องไส้มาก
โรคนี้ส่วนใหญ่ต้องแก้ด้วยยาแผนปัจจุบัน

แต่หากไม่มี ก็ให้เอากระชายาสัก 5 ราก เผาไฟบดให้ละเอียดผสมน้ำ
แล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง ดื่มน้ำนี้สักอึกสองอึก เว้นอีกสักชั่วโมงก็ดื่มอีก ไม่นานก็จะหาย


**ลดอาการไข้ ตัวร้อน**

ตามปกติเราก็กินยาแก้ปวดหัวตัวร้อน อย่างพาราเซตามอล
แต่หากไม่มี แล้วเกิดอาการปวดหัว ตัวร้อน เป็นไข้ขึ้นมา
เขาบอกว่า  ให้ดื่มน้ำมะพร้าวสัก 1 แก้ว แล้วนอนพักผ่อน
อาการไข้ก็จะทุเลาลง แล้วให้ดื่มแทนน้ำไปเรื่อยๆ
ไม่นานอาการที่ว่าก็จะหายเป็นปกติ


**มีแผลในปากที่ทำให้เจ็บแสบ**

น่ารำคาญ เขาบอกวิธีง่ายๆ ที่จะแก้ คือ
ให้กินสับปะรด ยิ่งตรงไหนเป็นแผลให้อมไว้ตรงนั้นนานๆ
ไม่ช้าไม่นานก็จะหายไปเอง เหมือนหนามหยอกเอาหนามบ่ง

ทั้งหมดนี้  เป็นเพียงตัวอย่างบางส่วนจกหนังสือดังกล่าวข้างต้น
ที่เป็นเทคนิคหรือความรู้แบบชาวบ้านๆ
ที่แม้ว่าโลกจะก้าวไปไกลเพียงไร
แต่ใช่ว่า  ความเจริญเข้าไปถึงหมดทุกแห่ง
ดังนั้น  ภูมิปัญญาเหล่านี้  จึงยังมีประโยชน์และคุณค่าอยู่เสมอ
ซึ่งคนสมัยปัจจุบันก็ยังสามารถทดลองใช้ได้
ข้อสำคัญส่วนใหญ่มีราคาไม่แพงและทำให้พึ่งตนเองได้ด้วย

 

 ครั้งหนึ่ง ในยุคของ หวงตี้ บูรพกษัตริย์ของแผ่นดินจีนในช่วงเริ่มต้นประวัติศาสตร์ ซึ่งชาวจีนเรียกกันว่า จักรพรรดิ์เหลือง พระองค์ได้มีดำริที่จะเดินทางไปเยี่ยมสหายเก่าแก่นามว่า ต้าเว่ย ซึ่งอาศัยอยู่ที่ภูเขาจู้ฉือซาน จึงออกเดินทางไปพร้อมคณะผู้ติดตาม 7 คนที่คอยห้อมล้อมดูแลองค์จักรพรรดิ์อย่างใกล้ชิด ทว่าเมื่อเดินทางมาถึงเขตที่ราบเซียงเฉิงกลับหลงทิศทาง ผู้ติดตามทั้ง 7 คนไม่สามารถหาทางไปต่อได้ จึงเสาะหาผู้ที่สามารถชี้ทางให้
       
       ขณะนั้นเองคณะเดินทางก็บังเอิญพบกับเด็กเลี้ยงม้าผู้หนึ่ง กำลังพาฝูงม้ามากินหญ้า จึงเอ่ยถามเด็กชายว่า “เจ้ารู้จักภูเขาจู้ฉือซานหรือไม่?” 
       เด็กชายตอบว่า “ย่อมทราบ” 
       
       หวงตี้เอ่ยถามต่อไปว่า “แล้วทราบหรือไม่ว่าต้าเว่ยสหายข้าอาศัยอยู่ที่ใด?” 
       เด็กเลี้ยงม้าตอบว่า “ทราบดี” 
       
       หวงตี้แปลกใจยิ่งนัก จึงเอ่ยถามเด็กชายเพื่อลองภูมิต่อไปว่า “เจ้าเด็กคนนี้ช่างน่าทึ่งนัก ไม่เพียงรู้จักภูเขาจู้ฉือซาน ทั้งยังทราบว่าต้าเว่ยพักอยู่ที่ใด ถ้าเช่นนั้นข้าถามเจ้าอีกคำถาม แม้เจ้ารู้เรื่องมากมาย แต่เจ้ารู้วิธีการที่จะปกครองบ้านเมืองหรือไม่?”
       เด็กเลี้ยงม้าตอบกลับไปว่า “ปกครองบ้านเมือง ก็คล้ายคลึงกับการเลี้ยงฝูงม้าในทุ่งกว้าง เพียงจัดการภารกิจที่อยู่ตรงหน้า อย่าทำเรื่องง่ายๆ ให้กลับซับซ้อน การปกครองประเทศก็เป็นเช่นเดียวกับการเลี้ยงฝูงม้า ขอเพียงขับไล่ม้าที่เป็นอันตรายต่อม้าตัวอื่นๆ ออกไปจากฝูง ย่อมรักษาฝูงม้าให้อยู่ต่อไปได้ตามปกติ”
       
       เมื่อหวงตี้ได้ฟังคำกล่าวอันคมคายของเด็กเลี้ยงม้า ก็รู้สึกยอมรับนับถือในตัวเด็กเลี้ยงม้ายิ่งนัก
       
       สำนวน “ไฮ่ฉวินจือหม่า” หรือ “ม้าที่ทำลายฝูงม้า” ใช้เพื่อเปรียบเทียบถึงบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่เป็นอันตรายต่อคนหมู่มาก หรือเป็นอันตรายต่อสังคมส่วนรวม
       

บทความนี้เขียนขึ้นโดย จอร์จ คอลลิน ซึ่งเป็นดาราตลกที่โด่งดัง

เขาเขียนขึ้นในวันที่ 11 กันยายน (ตึกเวิรด์เทรดถล่ม) หลังจากที่ทราบว่าภรรยาของเขาเสียชีวิตในตึกนั้นด้วย.
ทำ..ในสิ่งที่อยากจะทำ อยากให้ทุกคนได้อ่าน ข้อความนี้ มีความหมายดีนะ 

ทุกวันนี้เรามีตึกสูงขึ้น มีถนนกว้างขึ้นแต่ความอดกลั้นน้อยลง
เรามีบ้านใหญ่ขึ้น แต่ครอบครัวของเรากลับเล็กลง
เรามียาใหม่ ๆ มากขึ้น แต่สุขภาพกลับแย่ลง
เรามีความรักน้อยลง แต่มีความเกลียดมากขึ้น
เราไปถึงโลกพระจันทร์มาแล้ว แต่เรากลับพบว่า
แค่การข้ามถนนไปทักทายเพื่อนบ้านกลับยากเย็น………..
เราพิชิตห้วงอวกาศมาแล้ว แต่แค่ห้วงในหัวใจกลับไม่อาจสัมผัสถึง
เรามีรายได้สูงขึ้น แต่ศีลธรรมกลับตกต่ำลง
เรามีอาหารดี ๆ มากขึ้นแต่สุขภาพแย่ลง
ทุกวันนี้ทุกบ้านมีคนหารายได้ได้ถึง 2 คน แต่การหย่าร้างกลับเพิ่มมากขึ้น
ดังนั้น……จากนี้ไป……ขอให้พวกเรา อย่าเก็บของดี ๆ ไว้โดยอ้างว่าเพื่อโอกาสพิเศษ
เพราะทุกวันที่เรายังมีชีวิตอยู่คือ ……โอกาสที่พิเศษสุด……แล้ว
จงแสวงหา การหยั่งรู้
จงนั่งตรงระเบียงบ้านเพื่อชื่นชมกับการมีชีวิตอยู่ โดยไม่ใส่ใจกับความ…..อยาก…
 
จงใช้เวลากับครอบครัว คนที่รักให้มากขึ้น……

เพราะว่าเวลาของเราจะสิ้นสุดลงเมื่อไร ไม่มีใครรู้
 

กินอาหารให้อร่อย ไปเที่ยวในที่ที่อยากจะไป
ชีวิตคือโซ่ห่วงของนาทีแห่งความสุขไม่ใช่เพียงแค่การอยู่ให้รอด
เอาแก้วเจียระไนที่มีอยู่มาใช้เสีย
น้ำหอมดี ๆ ที่ชอบ จงหยิบมาใช้เมื่ออยากจะใช้
เอาคำพูดที่ว่า…….สักวันหนึ่ง……..ออกไปเสียจากพจนานุกรม
บอกคนที่เรารักทุกคนว่าเรารักพวกเขาเหล่านั้นแค่ไหน
อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง ที่จะทำอะไรก็ตามที่ทำให้เรามีความสุขเพิ่มขึ้น
ทุกวัน ทุกชั่วโมง ทุกนาที มีความหมาย
เราไม่รู้เลยว่าเมื่อไรมันจะสิ้นสุดลง
 

 
…..และเวลานี้….
ถ้าคุณคิดว่าคุณไม่มีเวลาที่จะ copy ข้อความนี้ไปให้คนที่คุณรักอ่าน…… แล้วคิดว่า…. สักวันหนึ่ง……….. ค่อยส่ง..
จงอย่าลืมคิดว่า….สักวันหนึ่ง…..วันนั้น คุณอาจไม่มีโอกาสมานั่งตรงนี้เพื่อทำอย่างที่คุณต้องการอีกก็ได้

 หลายคนมักจะบ่นว่า “ไม่ค่อยมีเวลา” หากเพื่อนชวนไปวัดทำบุญฟังเทศน์ฟังธรรม หรือไปกินข้าวสังสรรค์ หรือบางคนก็บอกว่า “อยากให้ 1 วันมีมากกว่า 24 ชั่วโมง” จะได้ทำอะไรหลายๆอย่างให้เสร็จ ไม่ว่าจะเป็นงานที่ทำงาน งานที่บ้าน หรือกิจกรรมต่างๆ คำพูดประเภทนี้แสดงให้เห็นถึงความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารเวลา
       
       เพราะในความเป็นจริง ทุกคนสามารถทำภารกิจต่างๆให้สำเร็จลุล่วงได้ และยังมีเวลาเหลือพอที่จะทำกิจกรรมที่โปรดปรานได้ในแต่ละวัน เพียงแต่ต้องมีการวางแผนและบริหารจัดการเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ
       
       ลองนำเทคนิค 10 ข้อต่อไปนี้ ไปใช้จัดการเวลาในแต่ละวันให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อคุณจะยิ้มรับความสำเร็จได้อย่างเป็นสุข
       
       1. กำหนดเป้าหมายและทำให้สำเร็จ
       
       เรื่องแรกที่ควรเข้าใจ คือ ไม่มีกฎตายตัวในการบริหารจัดการเวลา แต่การวางเป้าหมายและมุ่งมั่นทำให้สำเร็จนั้น จะช่วยได้มาก โดยเริ่มจากตั้งเป้าหมายระยะสั้นและยาวในสิ่งที่ฝันไว้ กำหนดรายละเอียดและเส้นตายที่ทำได้จริง การขีดเส้นตายเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะมันจะช่วยให้คุณเห็นจุดหมายปลายทางความสำเร็จว่าไม่ได้อยู่ไกลเกินไป และควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่วางไว้ด้วย
       
       2. จัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่ต้องทำ
       
       ถ้าคุณหวังจะทำงานให้สำเร็จภายในระยะเวลาที่กำหนดละก็ อย่าให้ความสำคัญของทุกเรื่องเท่าเทียมกัน จงเตรียมลิสต์งานที่ต้องทำให้เสร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ จัดลำดับเรื่องด่วนและสำคัญอยู่บนสุด และตามด้วยเรื่องอื่นๆ
       
       3. โฟกัสเฉพาะเรื่องที่ควบคุมได้
       
       ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะร้องไห้คร่ำครวญในสิ่งที่คุณไม่สามารถควบคุมได้ เพราะคุณไม่มีทางห้ามดวงอาทิตย์ไม่ให้ลับขอบฟ้า หรือหยุดเวลาไว้ไม่ให้เดิน แต่คุณสามารถควบคุมสิ่งที่ทำหรือคิดได้ตลอดเวลาทั้งวัน ลองนึกถึงวันที่เจ้านายเรียกทุกคนมาบอกว่า ปีนี้ไม่มีการขึ้นเงินเดือน เนื่องจากโดนผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจโลก เชื่อแน่ว่า พนักงานทุกคนคงรู้สึกแย่ๆ แต่นั่นเป็นเรื่องที่อยู่เหนือการควบคุมของคุณหรือใครๆ ฉะนั้น แทนที่จะมานั่งเสียเวลาเป็นทุกข์ ควรเอาเวลามาคิดว่า “จะหารายได้เสริมจากไหน” ย่อมเป็นเรื่องที่ดีกว่า
       
       4. รู้จักตัวเองและสภาพแวดล้อม
       
       อาจฟังดูงงๆ แต่การจะทำประโยชน์ให้ได้มากที่สุดในแต่ละวัน คุณต้องรู้จักตัวเองดีเสียก่อน ว่าช่วงเวลาไหนที่คุณกระฉับกระเฉง มีเรี่ยวแรง และตั้งใจทำงานมากที่สุด หรือช่วงไหนที่หมดแรงและไม่อยากทำงานเลย ลองค้นหาช่วงเวลาที่คุณทำงานได้ดีที่สุด และใช้เวลานั้นทำงานสำคัญๆ ซึ่งจะช่วยเพิ่มผลงานได้อย่างทันตาเห็น
       
       5. ทำงานหรือกิจกรรมหลายอย่างไปพร้อมกัน
       
       มีงานหรือกิจกรรมหลายอย่างที่สามารถทำได้ในเวลาเดียวกัน เช่น ถ้าต้องใช้เวลาเดินทางบนรถโดยสาร 1 ชม.จากบ้านไปที่ทำงาน อาจใช้เวลานั้นทบทวนรายงานที่ต้องเสนอในที่ประชุมตอนเช้า หรือฟังเพลงขณะอาบน้ำ ทานข้าวเย็นร่วมกับเพื่อนฝูง ฯลฯ ซึ่งนอกจากจะช่วยประหยัดเวลาแล้ว ยังช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายด้วย
       
       6. มอบหมายงานให้คนอื่นทำแทน
       
       คำแนะนำข้อนี้ มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการบริหารจัดการเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ ก่อนอื่นต้องเข้าใจเสียก่อนว่า คุณไม่สามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตัวเองได้ทุกเรื่อง จงให้เวลากับงานชิ้นสำคัญที่ต้องลงรายละเอียด และเรียนรู้ที่จะมอบหมายงานที่สำคัญน้อยกว่าให้คนอื่นทำแทน โดยต้องไตร่ตรองอย่างสุขุม รอบคอบ และด้วยความระมัดระวังเสียก่อน
       
       7. ฝึกคิดบวกให้มากๆ
       
       ในแต่ละวันที่ต้องทำงานร่วมกับคนมากมาย ซึ่งบางครั้งอาจทำให้เกิดความเครียด และหมกมุ่นอยู่กับความคิดด้านลบ เช่น กังวล โกรธ เกลียด เสียใจ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จะกัดกร่อนทั้งเวลาและสุขภาพกายใจไปทีละน้อย แต่การฝึกคิดด้านดีหรือคิดบวก แล้วทำตามนั้น เป็นคุณสมบัติของคนที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้น จึงควรหันมาฝึกจิตให้โฟกัสสิ่งที่ต้องการและต้องทำให้สำเร็จจะดีกว่า ถ้าทำได้อย่างนี้จะช่วยให้ก้าวผ่านวันเวลาที่แสนจะยุ่งวุ่นวายได้อย่างมีความสุขและสำเร็จ
       
       8. อย่าอดนอน
       
       เมื่อเวลาจวนตัว ทำงานไม่สำเร็จ คนทั่วไปมักเลือกที่จะอดนอนเพื่อทำงานให้เสร็จตามกำหนด การทำเช่นนี้ถือเป็นหนึ่งในข้อผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง เพราะเมื่อเอาเวลาที่ควรจะนอนพักผ่อน มาทำงาน คุณจะทำงานได้ไม่ดี เพราะสมองไม่ปลอดโปร่ง ยิ่งเป็นงานเกี่ยวกับตัวเลข ยิ่งมีโอกาสผิดพลาดสูง และยังมีผลต่อเนื่องไปถึงวันรุ่งขึ้นตลอดทั้งวัน หากใช้วิธีนี้บ่อยๆ ระวัง…สุขภาพจะย่ำแย่
       
       9. อย่าผัดวันประกันพรุ่ง
       
       การผัดวันประกันพรุ่ง ประเภทที่ว่า “รอไว้ก่อน พรุ่งนี้ค่อยทำก็ได้” (ทั้งๆที่มีเวลาจะทำ) จะทำให้ทำงานนั้นๆไม่เสร็จทันกำหนด เพราะเมื่อพรุ่งนี้มาถึง ก็อาจมีงานอื่นๆที่สำคัญเข้ามา ลงท้ายคุณเองนั่นแหละจะเกิดความเครียด เพราะมองไปทางไหน อะไรก็ไม่เสร็จสักอย่าง 
       
       วิธีแก้นิสัยนี้คือ พึงระลึกไว้เสมอว่า ไม่มีใครสามารถ หมุนเวลากลับไปได้ จึงควรใช้เวลาอย่างชาญฉลาด ทำภารกิจต่างๆที่ต้องการจนสำเร็จ
       
       10. หาเวลาพักผ่อนและทำสิ่งที่ชอบ
       
       บางครั้ง วิธีที่ดีที่สุดในการบริหารเวลา คือ ไม่จัดการ เรื่องเวลาเลย ลองทำบางวันให้ปลอดจากภารกิจประจำวันที่น่าเบื่อหน่าย และใช้ชีวิตอย่างที่ตัวเองชอบ เช่น เดินเล่นในสวนสาธารณะ หาอาหารอร่อยๆทาน เข้าสปา หรือเข้าวัด ฟังธรรม นั่งสมาธิ ฯลฯ เรียกว่าทำอะไรก็ได้ที่ช่วยลดความตึงเครียดจากร่างกายและจิตใจ เพราะมันเป็นการชาร์ตพลังสมองให้ปลอดโปร่ง แจ่มใส เตรียมพร้อมรับวันใหม่ที่กำลังจะมาถึง
       
       (จากหนังสือธรรมลีลา ฉบับที่ 118 กันยายน 2553 โดย ประกายรุ้ง)

 

 

          ต่าย อรทัย มีชื่อจริงว่า อรทัย ดาบคำ เป็นนักร้องเพลงลูกทุ่งหญิงไทย ในสังกัดค่าย แกรมมี่โกลด์ในเครือจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เจ้าของฉายา สาวดอกหญ้า และเจ้าของผลงานเพลง โทรหาแหน่เด้อ ในอัลบั้มชุด “ดอกหญ้าในป่าปูน” สามารถทำสถิติยอดขายได้ทะลุเกินกว่า 1 ล้านชุด และอีกหลายอัลบั้มต่อมาถึง 3 อัมบั้มเพลงติดต่อกันรวด ซึ่งเป็นนักร้องลูกทุ่งหญิงคนแรกในประเทศไทย

ต่าย อรทัย เกิดเมื่อ 27 มีนาคม พ.ศ. 2523 ที่บ้านคุ้มแสนชะนี ตำบลพรสวรรค์ อำเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี เป็นบุตรของนายสาง ดาบคำ และ นางนิตยา ดาบคำ มีพี่น้องทั้งหมด 4 คน ต่ายเป็นลูกสาวคนโตและมีน้องชายอีก 3 คน อาศัยอยู่กับคุณยายทองคำ แก้วทอง ตั้งแต่เด็ก ต่ายเกิดท่ามกลางครอบครัวที่มีปัญหา ไม่อบอุ่นเหมือนครอบครัวอื่นๆ พ่อแม่ แยกทางกันเดิน ทำให้ชีวิตของต่าย และ น้องๆต้องอาศัยอยู่กับยาย ซึ่งยาย ก็อายุประมาณ 70 ปีแล้ว แต่ต้องลำบาก เลี้ยงดูต่ายและน้อง ขณะนั้นต่ายอายุเพียง 11 ขวบ แต่ต้อง ช่วยยายดูแลน้องๆ และ ทุกอย่างในบ้าน ทั้งหาบน้ำที่อยู่ในบ่อ กลางทุ่งนา ต้อง อดทนกับระยะทางที่แสนไกล ต้องอดทน ต่อสู้กับแสงแดดที่แผดเผาเพื่อที่จะนำน้ำ มาใช้ที่บ้าน ขนฟางข้าวตามทุ่งนาเพื่อมา ให้วัวกิน รวมไปถึงเสื้อผ้าของน้องชาย กับยาย ทำกับข้าว ทำความสะอาดบ้าน ความรับผิดชอบในหน้าที่ตอนนั้น ต่าย ก็ทำด้วยความเต็มใจและทำดีที่สุด

ในช่วงนั้น ต่าย เองก็ยังมองไม่เห็นว่า ตนเองจะมีแววด้านการร้องเพลง ระยะนั้นเป็นช่วงที่ ฮันนี่ ศรีอีสาน กำลังโด่งดังมาก ต่ายมีความรู้สึกว่า ชอบ นักร้องคนนี้มาก จึงได้พยายาม ฝึกร้องเพลงตามอย่าง ตอนนั้น มีวิทยุเทปเครื่องเล็กๆ แต่ก็ไม่มีม้วนเทป ที่จะฟัง จึงพยายามหายืมเพื่อนบ้านมาเปิดฟัง จนสามารถร้องเพลงของ ฮันนี่ ศรีอีสาน ได้ทุกเพลง

จนกระทั่งวันหนึ่ง…ถึงวันที่ ต่าย ได้มีโอกาส ร้องเพลงบนเวที และ ร้องให้คนอื่นฟัง เป็นครั้งแรกเมื่ออยู่ ป.6 ซึ่งวันนั้นเป็น วันเด็กแห่งชาติ ประมาณปี 2536 ต่ายมีโอกาสได้ร่วมแสดงละครร่วมกับเพื่อนๆ ในวันเด็กและจบลงด้วยการร้องเพลง วันนั้นเป็นวันที่ ต่าย รู้สึกดีใจมากที่สุด เพราะบรรดาผู้ปกครองของเด็กๆ ต่างพากันปรบมือ ตีกลอง ตีฉิ่ง ให้จังหวะตามไปด้วยบางคนก็ นำเงินมาให้ 5 บาทบ้าง 10 บาทบ้าง ทำให้วันนั้นต่ายรู้สึกมีกำลังใจ และ อยากที่จะร้องเพลงต่อไป

เมื่อจบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ ต่าย กำลังสับสนในชีวิต จะเรียนต่อไปดีหรือไม่ดี เพราะขัดสน ทางด้านการเงินมาก จนในที่สุด ต่าย ก็ได้ปรึกษากับแม่และได้คำตอบว่าให้ เรียนสูงๆ แม่จะพยายามมาหาบ่อยๆ และส่งเงินมาให้เรียน ในที่สุดจึงตัดสินใจว่า ต้องเรียนเพื่ออนาคตที่ดี ตลอดระยะเวลาที่เรียนอยู่นั้น ต่าย ก็พยายาม ช่วยงาน พยายามดูแลยายกับน้องๆ ตลอด ช่วงเวลาที่ศึกษาอยู่มัธยมปีที่ 1 เรื่องของ การร้องเพลงต่ายไม่ได้ใส่ใจมากมายนัก ฝึกร้องเพลงไปเรื่อยๆ และ ระหว่าง กำลังศึกษาอยู่มัธยมปีที่ 2 นั่นเอง วันหนึ่ง ต่ายได้ออกไปขนฟางข้าวที่นา เพื่อจะนำมาให้วัวกิน พอกลับบ้านก็พบว่าคนมาหานักร้องเพื่อ ที่จะไปร้องในวงหมอลำ ชื่อ นิวฟ้าอีสานต่ายได้รับปากว่า ในช่วงปิดเทอมจะไป ร้องเพลงที่วง เพื่อหารายได้พิเศษ ช่วยเหลือทางบ้าน แม้จะได้รายได้ไม่มากนัก เพียง 400–500 บาท แต่มันก็เป็น ความภาคภูมิใจมากที่สุดสำหรับ เด็กผู้หญิงคนหนึ่ง

หลังจากที่จบมัธยมศึกษาปีที่ 3 วงนิวฟ้าอีสานยุบวงลง ต่างคนต่างแยกย้ายกันไป ในช่วงนั้น ทุกวัน หลังจากกลับจากโรงเรียน ต่าย ต้อง รับผิดชอบต่อหน้าที่ของตน ระหว่างการ หาบน้ำจากทุ่งนา ขนฟางข้าว ซักผ้า นึ่งข้าวให้ยาย ต่าย ก็จะร้องเพลงไปตลอด บางวันก็ ไปยืนร้องเพลงที่หลังบ้าน ซึ่งหลังบ้าน จะเป็นคันนาที่เป็นเนินสูงๆ ซึ่งทางอีสานเรียกว่า “โพน” หรือ “งอยโพน” ต่าย ก็จะยืน ร้องเพลงอยู่บนเนินนั้นเป็นประจำ ซึ่งถือได้ว่าเป็นกิจวัตรประจำวันก็ว่าได้ และในช่วงที่ต่ายกำลังศึกษาอยู่ใน ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ต่ายก็ได้เป็น ตัวแทนของโรงเรียนไปประกวดวาดภาพสีน้ำ สีโปสเตอร์ รางวัลที่ได้ แม้จะไม่มีรางวัล เป็นเงินเป็นทองแต่มันมีความสำคัญทาง ด้านจิตใจ ความภาคภูมิใจ หลังจากนั้น ต่ายได้มีโอกาสประกวดร้องเพลงเป็นครั้งที่ 2 ของชีวิต การประกวดร้องเพลงครั้งนั้น เป็นการประกวดร้องเพลงที่ลำบากครั้งหนึ่ง เพราะการร้องในแต่ละรอบนั้นต้องนั่งรถ จากบ้านเกิดไปประกวดเป็นระยะทางกว่า ร้อยกิโลเมตรต้องเดินทางไปๆมาๆ เกือบ 2 เดือน อุปสรรคของต่ายในครั้งนั้นคือ เรื่องของทุนทรัพย์

จนในที่สุดความอดทนและความวิริยะอุตสาหะ จึงทำให้ได้รับรางวัลอันดับหนึ่งใน’รายการลูกทุ่งมุ่งสู่ดาว ผลตอบแทนในครั้งนั้นคือ จักรยานยนต์ 1 คัน พร้อมถ้วยรางวัล วันนั้น เป็นวันที่ต่ายยิ้มได้กว้างที่สุด และ ดีใจที่สุด ที่สามารถทำให้ “ยาย” ผู้เป็นที่รัก..มีรอยยิ้ม และ มีความสุข

หลังจากนั้นเพียงไม่นานการประกวดร้องเพลง ครั้งที่ 3 ในชีวิตของ ต่าย ก็เกิดขึ้น ครั้งนั้นได้ รับรางวัลเป็นอันดับหนึ่งอีกเช่นเคย แต่ไม่ เหมือนทุกครั้งที่เข้าประกวด เพราะ ต่าย ได้มีโอกาสพบกับครูบ้านป่า สลา คุณวุฒิ ซึ่งต่ายเคยได้ยินชื่อเสียงของครู และ ความ เป็นอัจฉริยะของครูในการเขียนเพลง ในครั้งนั้นเหมือนสวรรค์ยังไม่เปิดทางให้ ต่าย ได้มีโอกาสถ่ายทอดบทเพลงที่เกิดจาก ความอัจฉริยะของครูในการเขียนเพลง การเจอะเจอกันในครั้งนั้นจึงไม่มีผลอะไรกับ ต่าย ได้ยินเสียงจากครูเพียงแค่ว่า “เสียงดีนะ ไปฝึกเยอะๆ”

หลังจากที่เรียนจบมัธยมปลาย ต่าย ได้สมัครเข้าศึกษาที่สถาบันราชภัฏอุบลราชธานี แต่ต่ายยังไม่พร้อมที่จะเรียนต่อเพราะ ขัดสน ทางด้านทุนทรัพย์ ดังนั้นจึงตัดสินใจเข้ามา ยังกรุงเทพฯ ครั้งแรกต่ายได้เข้ามาอาศัย อยู่กับแม่ช่วยแม่รับจ้างซักเสื้อผ้าให้กับ คนงานก่อสร้าง ทำได้ระยะหนึ่งรายได้ไม่เพียงพอ และที่สำคัญ ทั้งแม่ และ ต่าย ต้องส่งเงินกลับบ้าน เพื่อเลี้ยงดูยายและน้องชาย

ต่อมาได้จึงได้สมัครเข้าทำงานที่เขตอุตสาหกรรมบางปู เป็นบริษัทผลิตยาส่งออก ต่าย อดทนทำงานหนัก ประมาณ 3 เดือน แล้วเริ่มรู้สึกว่ามันไม่แตกต่าง ไปจากการทำนาเลย เพราะเหนื่อยมากรายได้ก็น้อย ดีตรงที่ทำงานในห้องแอร์เท่านั้น ในระยะนั้นต่ายก็ไม่ทิ้งงานทางด้านการร้องเพลง ยังประกวดร้องเพลงอยู่เสมอจนกระทั่งได้ เข้ารอบชิงในรายการชุมทางเสียงทอง ในขณะนั้นพี่กุ้งและพี่สาว พี่ซึ่งเคยให้ ต่าย ทำเทปในช่วงที่เรียนอยู่มัธยมศึกษาปีที่ 6 ก็ตามหาตัวต่ายเพื่อจะให้เข้าห้องอัดบันทึกเสียงอีกครั้ง พี่กุ้งและพี่สาวทำเอง เปิดเอง ขายเอง ในรายการวิทยุ ขื่อเสียงของ ต่าย ตอนนั้น เริ่มมีคนรู้จักมากขึ้นเพราะพี่กุ้งและพี่สาว เปิดในรายการ

จากนั้น ต่าย จึงคิดว่าน่าจะเรียนต่อ จึงตัดสินใจสมัครเข้าเรียนในรั้วของ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เรียนไปด้วย ร้องเพลงไปด้วย แต่เงินที่ได้มาก็ไม่พอ ที่จะส่งให้ทางบ้าน ต่ายจึงคิดที่จะขายเสื้อผ้า จึงลงทุนซื้อเสื้อผ้ามาขายโดยตระเวน ไปขายตามสถานที่ต่างๆทั่วกรุงเทพฯ และชานเมือง แต่ด้วยอุปสรรคต่างๆ มากมายในช่วงฤดูฝน ช่วงนั้นบางวันขายไม่ได้เลยแม้แต่ตัวเดียว แต่ต่ายก็ไม่ย่อท้อ ทนต่อไปอีกเรื่อยๆ ใน ระยะเดียวกันนั้น พี่กุ้งและพี่สาว ก็พยายาม ที่จะนำต่ายเสนอค่ายเพลง พยายามติดต่อ ครูสลา คุณวุฒิ ซึ่งตอนนั้นติดต่อครู ได้ยากมากเพราะครูไม่ค่อยเปิดโทรศัพท์มือถือ จนในที่สุดก็ติดต่อได้…คุยกับครูสลาหลายครั้ง และทุกครั้ง ต่าย ก็ไปกับพี่กุ้งกับพี่สาวด้วย เพราะต้องคุยเกี่ยวกับตัว ต่าย ว่าถนัดร้องเพลง แบบไหน? ชอบเพลงแบบไหน? ตอนนั้น ต่าย ต้องขายเสื้อผ้า ต้องตากแดด ตากลมอยู่ตลอดเวลา ครูสลาก็แนะนำว่าต้องบำรุงผิว เก็บตัวให้ขาวใส ไม่ต้องตากแดดมาก หลังจากนั้นไม่นาน ครูสลา ก็นัดพี่กุ้งพี่สาวให้พา ต่าย ไปที่ บริษัท แกรมมี่โกลด์ เพื่อดูตัว ซึ่งตอนนั้นต่ายคิดว่าจะได้เข้ามาอยู่ ในบริษัท หรือไม่ ก็ตามแต่อย่างน้อยก็ภูมิใจแล้ว ที่ได้ย่างก้าวเข้ามายังบริษัท จากนั้น ต่าย ก็ยุ่งกับงานผ้าป่าซึ่งทางบ้าน ขอมาปีนั้นนับว่าเป็นปีที่โชคดี เพราะได้มีผ้าป่าที่บ้าน มีวงดนตรี วงหมอลำ ที่จะไปเล่นให้ชาวบ้าน แถบนั้นดู และที่สำคัญในวันงาน กลุ่มทีมงาน ของครูสลา ก็ได้ไปช่วยด้วยเช่นกัน วันนั้นเป็นวันที่ ต่าย ไม่เคยลืมเลือน จนถึงปัจจุบันนี้ เพราะครูสลา ได้ขึ้นไปพูด กับชาวบ้านบนเวที และ บอกกับชาวบ้านทุกคนว่า จะขอลูกสาวไปอยู่แกรมมี่

ในวันนั้นเป็นวันที่ ต่าย รู้สึกดีใจมากที่สุดในชีวิต หลังจากที่ได้เข้ามาอยู่ในสังกัดของแกรมมี่ แล้ว ต่าย จึงรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะออกอัลบั้ม ให้นักร้องคนใดคนหนึ่ง ต่าย ต้องฝึกร้องเพลง เป็นระยะเวลานานมาก โดยฝึกกับอาจารย์ไพรัตน์ ชูรัตน์ จากที่เคยร้องเพลงไม่ชัด ร้องเสียงขึ้นจมูก ร้องทิ้งคำ จนในที่สุดต่ายก็พยายามทำมันจนสำเร็จ หลังจากนั้นโลกใบใหม่ของสาวน้อย “ต่าย อรทัย” ก็เกิดขึ้นพร้อมกับอัลบั้ม “ดอกหญ้าในป่าปูน” กับงานเขียนของ ครูสลา คุณวุฒิ และ สวัสดิ์ สารคาม ที่ถ่ายทอดตัวตนที่แท้จริงของ “ต่าย อรทัย” ลงในเนื้อเพลงได้อย่างลงตัว ผนวกกับ ด้วยน้ำเสียงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมทั้งส่งเพลงแจ้งเกิด “โทรหาเหน่เด้อ” ที่โดนใจเหล่าแฟนเพลงอย่างล้นหลาม ทำให้ยอดจำหน่ายเกิน 1,000,000 ล้านตลับ

บทที่1

ที่มาและความสำคัญของโครงงาน

             วิวัฒนาการของการผลิตกระดาษ และความต้องการใช้กระดาษในปัจจุบัน ทำให้เราใช้กระดาษเพิ่มมากขึ้น นอกจากทำกระดาษสมุดและหนังสือธรรมดาแล้ว เรายังทำกระดาษแข็ง ทำประตู ฝากั้นห้อง ท่อระบายน้ำ หรือแม้กระทั่งกางเกงชั้นในชนิดใช้แล้วทิ้ง ไม่ต้องซัก   ในปี 2546 มีการใช้กระดาษ 2.651 ล้านตัน แบ่งเป็นกระดาษคราฟท์ซึ่งเป็นกระดาษที่ใช้ในการผลิตบรรจุภัณฑ์ชนิดต่างๆ ซึ่งมีการใช้มากที่สุด 1.509 ล้านตัน กระดาษพิมพ์เขียน 626,000 ตัน กระดาษแข็ง 209,000 ตัน กระดาษหนังสือพิมพ์ 255,000 ตัน และกระดาษอนามัย 52,000 ตัน ในปี2547  คนไทยใช้กระดาษโดยเฉลี่ยแล้วมากถึงคนละ 32 กิโลกรัมต่อปี  ในปี2551  ใช้กระดาษเฉลี่ย 40 ตันต่อปี  ในปี 2552 ใช้กระดาษเฉลี่ย 40 ตันต่อปี  จากสถิติกำลังการผลิตและปริมาณการผลิตของบริษัท ดั๊บเบิ้ลเอ(1991)จำกัด(มหาชน)

  กำลังการผลิตและปริมาณการผลิตของบริษัท ดั๊บเบิ้ลเอ(1991)จำกัด(มหาชน) และบริษัทย่อย  
 
กำลังการผลิตต่อปี (ตัน) 2547 2548 2549 2550 2551 2552  
เยื่อใยสั้น 500,000 500,000 540,825 580,370 620,486 620,486  
กระดาษพิมพ์เขียน(ม้วนใหญ่) 599,262 606,262 556,575 558,569 552,858 552,858  
               
ปริมาณการผลิต(ตันต่อปี) 2547 2548 2549 2550 2551 2552  
เยื่อใยสั้น 478,311 513,735 564,882 570,063 515,066 468,820  
กระดาษพิมพ์เขียน 510,748 522,336 526,025 520,648 500,775 458,387  

     (ที่มาhttp://capital.sec.or.th/webapp/corp_fin/datafile/dsf/0474122010-05-04TD104L02006.PDF)
จากข้อมูลพบว่า ในอนาคตเราอาจมีผลิตผลอื่นๆ ที่ทำด้วยกระดาษเพิ่มขึ้นอีกมากซึ่ง ในการผลิตกระดาษจากเยื่อบริสุทธิ์ 1 ตัน ต้องใช้ต้นยูคาลิปตัสอายุ 5 ปี 17 ต้น ใช้น้ำ 20 ลูกบาศก์เมตร น้ำมัน 300 ลิตร กระแสไฟฟ้า 1,000 กิโลวัตต์/ชั่วโมง และมีการปล่อยมลพิษ (เช่น คลอรีน ในการฟอกขาว) ออกมาจำนวนมาก โดยเฉพาะมลพิษทางน้ำก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต และเกิดการสะสมของสารพิษในสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม” การใช้กระดาษแต่ละครั้งจึงเป็นการบั่นทอนทรัพยากรทีละน้อย(ที่มาของ PAPER RANGER)

              เพื่อเป็นการแก้ปัญหาดังกล่าวข้างต้น จากการศึกษาสมบัติของหญ้าขน พบว่า เส้นใยในหญ้าขนมีลักษณะเป็นเส้นใยที่แข็งแรงและเหนียว ทนต่อแรงดึงได้  เยื่อมีความละเอียดและเรียบ มีช่องว่างระหว่างเส้นใยน้อย  มีความสามารถในการดูดซึมน้ำได้ดี  มีคุณสมบัติเป็นกลางไม่มีใครนำมาใชัประโยชน์ใด ๆ น่าจะนำมาผลิตเป็นกระดาษทดแทนไม้ที่กำลังลดลงเรื่อย  ซึ่งการทำเช่นนี้เป็นการอนุรักษ์ และ สงวนป่าไม้เอาไว้ได้อีกทางหนึ่ง  ทั้งยังเป็นการนำเศษวัสดุเหลือใช้จากการเกษตรมาพัฒนาให้เกิดคุณค่าในทางสังคม

             นอกจากนี้กระดาษจากหญ้าขนที่ประดิษฐ์ขึ้นมายังสามารถใช้ในการแก้ปัญหาในเรื่อง การใช้วัตถุดิบเพื่อการผลิตกระดาษ และเป็นการตอบสนองความต้องการของสังคมที่มีความต้องการกระดาษเพื่องานประดิษฐ์เพิ่มมากขึ้น  และจากขั้นตอนการผลิตที่ไม่ซับซ้อน โดยใช้วัตถุดิบที่เหลือทิ้งจากการเกษตรเนื่องจากหญ้าขนเป็นพืชที่ใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งมีอยู่มากมายทุกภาคของไทย